ผลชันสูตรชี้สาวเบลเยียมผูกคอตายเอง แม่เผยลูกเข้าลัทธิลึกลับ เคยวิ่งให้รถไฟชนมาแล้ว

ตำรวจยืนยันผลชันสูตรนักท่องเที่ยวสาวชาวเบลเยียม ผูกคอตายเองบนเกาะเต่า แม่ผู้ตายไม่ติดใจการตาย เผยลูกสาวเข้าลัทธิลึกลับแห่งหนึ่งของอินเดีย มักมีพฤติกรรมแปลกๆ เคยพยายามจะให้รถไฟชนเพื่อฆ่าตัวตายมาแล้ว

จากกรณีการเสียชีวิตของ น.ส.เอลิส ดัลเลอมาเน นักท่องเที่ยวสาวชาวเบลเยียม วัย 30 ปี ที่เสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำบนเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา โดยผู้ตายผูกคอตัวเองกับต้นไม้ ทั้งนี้ญาติไม่ปักใจเชื่อถึงสาเหตุการตาย จึงร้องเรียนเพื่อขอให้คลี่คลายคดีสาเหตุการตายที่แท้จริง ตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

อ่านข่าว เป็นปม! สาวเบลเยียม ผูกคอดับบนเกาะเต่าตั้งแต่เม.ย. แม่เชื่อลูกไม่ได้ฆ่าตัวตาย จี้เปิดวงจรปิด

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 30 มิ.ย. พ.ต.ท.นภา เสนารักษ รองผกก.(สอบสวน) เปิดเผยว่า น.ส.เอลิส ดัลเลอมาเน อายุ 30 ปี สัญชาติเบลเยียม เดินทางมาเกาะเต่าตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย.60 เข้าพักที่ทริปเปิ้ลบี บังกะโล ในช่วงบ่าย แต่พอถึงกลางคืนช่วงเวลาประมาณ 21.00น. ได้เกิดไฟไหม้ที่บังกะโลไม้ไผ่สภาพเก่า เสียหายจำนวน 4 หลัง จากการตรวจสอบต้นเพลิงมาจากห้องของน.ส.เอลิสเอง สาเหตุเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร ช่วงเกิดเหตุเพลิงไหม้ผู้ตายก็วิ่งหนีออกจากห้องพัก พร้อมกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ ก่อนจะหายตัวไป

 

ผ่านไปจนถึงวันที่ 27 เม.ย. มีผู้มาพบศพน.ส.เอลิสแขวนคอเสียชีวิตอยู่บนเนินเขา หลังอ่าวโตนด ม.3 ต.เกาะเต่า เจ้าหน้าที่จึงชันสูตรพลิกศพ และส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตรวจอย่างละเอียด หาดีเอ็นเอที่ซอกเล็บ ตรวจหาร่องรอยทุกส่วนของร่างกายรวมทั้งอวัยวะเพศ แพทย์ผู้ตรวจก็มีความเห็นไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ สภาพร่างกายไม่มีรอยถูกทำร้ายหรือกระดูกหัก และเสียชีวิตจากขาดอากาศหายใจเพราะผูกคอตาย

เจ้าหน้าที่จึงได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดหลังพบศพผู้ตายพบว่า ในวันที่ 21 เม.ย.60 เวลา 08.01 น. ผู้ตายไปซื้อข้าวกล่องกับน้ำเปล่า และซื้อตั๋วเรือ บริษัทเรือเร็วลมพระยา กับโรงแรมโพไซดอน ม.3 ต.เกาะเต่า เพื่อที่จะเดินทางในวันที่ 24 เม.ย. เวลา 14.30 น.

ก่อนหน้านั้นเวลา 09.03 น. ผู้ตายเดินผ่านกล้องวงจรปิดหน้ามนต์ทะเลรีสอร์ต ม.3 ต.เกาะเต่า โดยจุดนี้กล้องวงจรปิดจับภาพสุดท้ายของผู้ตายได้ มีระยะห่างจากจุดที่พบศพเพียง 200 เมตร หลังจากนั้นก็ไม่มีใครพบเห็น หรือกล้องวงจรปิดจับภาพผู้ตายได้อีก และตรวจสอบกับบริษัทเรือเร็วลมพระยา ก็ไม่พบการใช้ตั๋วเดินทางดังกล่าว จนกระทั้งมาพบศพในวันที่ 27 เม.ย.

จากการสอบปากคำนางมิเชล ฟาน เอทเทน มาดาของผู้ตาย ยังกล่าวขอบคุณการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจไทย และก็ไม่ได้ติดใจการเสียชีวิตของลูกสาว ซึ่งนางมิเชลให้ข้อมูลว่าน.ส.เอลิสไปเข้าลัทธิกับกลุ่มเพื่อนที่ประเทศอินเดีย หลังจากนั้นก็มีพฤติกรรมแปลกๆ จนมาทราบว่าครั้งหนึ่งผู้ตายพยายามฆ่าตัวตาย ด้วยการวิ่งให้รถไฟชนที่กรุงเทพมหานคร แต่มีคนช่วยไว้ได้

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบกับ น.ส.หลงมา ศิริวัฒน์ เจ้าของทริปเปิ้ลบี บังกะโล กล่าวว่า ช่วงบ่ายวันที่ 19 เม.ย. ผู้ตายเดินทางมาคนเดียว จากการสังเกตพฤติกรรมก็ปกติเหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป มาถามห้องพักแบบถูกที่สุด จึงเปิดห้องพักแบบบังกะโลไม้ไผ่ 2 คืน คืนละ 400 บาท กระทั่งเวลา 21.00 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้บังกะโลไม้ไผ่ไป 4 หลัง โดยห้องต้นเพลิงเป็นห้องของผู้ตาย แต่ผู้ตายวิ่งหนีออกไปได้พร้อมกับกระเป๋าสะพายใบเล็ก และหาตัวไปไม่เจออีกเลย เบื้องต้นตนเองคิดว่าไม่น่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร เพราะทุกห้องพักจะติดตั้งระบบตัดไฟฟ้าลัดวงจร

ต่อมาผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังจุดที่น.ส.เอลิส ผูกคอเสียชีวิตพบว่า อยู่บนเนินเขาที่ขึ้นไปยังจุดชมวิว ด้านหลังอ่าวโตนด ม.3 ต.เกาะเต่า โดยผู้ตายผูกคอกับกิ่งไม้ใหญ่ข้างโขดหินขนาดใหญ่

นายจันทร์ มาตคูเมือง ผู้ที่พบศพของน.ส.เอลิส เป็นคนแรก บอกว่า ในวันที่ 27 เม.ย. ตนเดินขึ้นไปบนจุดชมวิวก็ได้กลิ่นเหม็นคล้ายอะไรตาย ก็เดินขึ้นไปเรื่อยๆก็เห็นศพแขวนคอไว้กับต้นไม้ จึงได้ลงมาแจ้งกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้เข้าไปตรวจสอบ และจุดที่พบศพนั้นด้านข้างพบกระเป๋าของผู้ตายตั้งอยู่ 1 ใบ

“ดูลักษณะของศพแล้ว นักท่องเที่ยวคนนี้มีจุดประสงค์จะเผาตัวเองมากกว่า เพราะที่ลำตัวผู้ตายมีผ้าพันล้อมรอบไว้ และใกล้กับจุดพบศพมีขวดน้ำมันเบนซินอยู่ 1 ขวด” นายจันทร์ กล่าว

ส่วนประเด็นที่ทางสื่อออนไลน์ สมุยไทม์ เขียนในเนื้อหาว่า พบกระเป๋าเดินทางของผู้ตายที่ไปกับเรือโดยสารวันที่ 24 เม.ย.60 และไปอยู่ที่จ.ชุมพรนั้นน.ส.วิยดา ณ บางช้าง ผู้จัดการท่าเรือเร็วลมพระยาเกาะเต่า ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 19 เม.ย. พบกระเป๋าเดินทาง 1 ใบ สีแดง ของผู้โดยสารบนเรือที่ไปจ.ชุมพร ในรอบบ่าย เจ้าหน้าที่ประกาศตามหาเจ้าของก็ไม่มีผู้มาแสดงตน จึงเก็บไว้เพื่อรอเจ้าของมาติดต่อ

จนกระทั่งในวันที่ 5 พ.ค. พ่อกับแม่ของผู้เสียชีวิตได้มาติดต่อเพื่อขอดูกระเป๋า และบอกว่าลูกสาวได้หายไปและเสียชีวิตต่อมา และรู้มาว่าลูกสาวเดินทางมากับเรือเร็วลมพระยา จึงอยากจะให้ตรวจสอบว่ามีกระเป๋าลูกสาวติดไปหรือไม่ จนวันที่ 7 พ.ค. ทางบริษัทฯก็ส่งกระเป๋าใบดังกล่าวมาที่ท่าเทียบเรือเกาะพะงัน เพื่อให้พ่อกับแม่ของผู้ตายตรวจสอบ และเมื่อเปิดดูก็พบว่ามีของใช้ส่วนตัวของลูกสาว และเครื่องรางของขลังลักษณะของชาวอินเดีย ก็ทำให้มั่นใจว่าเป็นของลูกสาวที่เสียชีวิตไป

ขณะที่ พ.ต.ท.นภา เสนารักษ์ รองผกก.(สอบสวน) กล่าวว่า “จากที่สื่อออนไลน์บางสำนักโจมตีการทำงานของตำรวจ และสถานที่ท่องเที่ยวเกาะเต่า ทำให้เสื่อมเสียภาพลักษณ์ จะหารือกับผู้บังคับบัญชาอีกครั้งหนึ่งว่าจะมีการฟ้องร้องเอาผิดหรือไม่ พร้อมขอบอกว่าตำรวจ สภ.เกาะเต่า ทุกนายตั้งใจทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และนักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเกาะเต่า ให้ได้รับความสะดวกสะบาย ให้ได้รับความปลอดภัย และขอยืนยันว่าเกาะเต่าไม่ได้เป็นแหล่งอาชญากรรม ไม่ได้เป็นแหล่งมั่วสุม เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าอยู่น่าเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาเกาะเต่า”

วันเดียวกัน ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. กล่าวว่า สั่งการให้ตำรวจกองบังคับการปราบปรามลงพื้นที่ไปคลี่คลายข้อสงสัยแล้ว

พล.ต.ต.นพ.พรชัย สุธีรคุณ ผู้บังคับการสถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า ทางแทพย์นิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ ส่งรายงานการตรวจศพไปให้พนักงานสอบสวน สภ.เกาะเต่า เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า ไม่พบชื่อศพน.ส.เอลิส ดัลเลมานจ์ ในระบบการรับศพของสถาบันนิติเวชฯนั้น อาจเป็นการเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยปกติแล้วการค้นหาชื่อในสารบบ ถ้าหากกรอกชื่อไม่ตรง ก็จะไม่ปรากฎชื่อ หรือชื่อที่ต้องการค้นหากับชื่อที่ระบบในรายงานการส่งศพไม่ตรงกัน ก็จะหาไม่เจอเช่นกัน

ขณะที่เจ้าหน้าที่สถาบันนิติเวช อธิบายว่า โดยปกติการตรวจสอบข้อมูลการรับส่งศพที่ สถาบันนิติเวชฯ นั้น ต้องกรอกชื่อ นามสกุลให้ตรงกับชื่อที่ระบุในรายงานส่งศพ ไม่เช่นนั้นอาจหาไม่เจอ เช่น ในกรณีนี้ ชื่อที่ปรากฏตามข่าวคือ น.ส.เอลิส อัลเลอมานจ์ แต่ชื่อที่มูลนิธิฯนำศพมาส่ง ชื่อน.ส.เอลิเซ่ โซฟี วินซีน เอ็นมานูเอล ดาเลเมกเน่ ทำให้เมื่อตรวจสอบในตอนแรกไม่พบ ขณะเดียวกันเป็นไปได้ว่าระหว่างที่สื่อตรวจสอบเป็นช่วงการรีเซ็ตระบบค้นหาประจำวัน ทำให้เมื่อกรอกข้อมูลท้องที่ที่ส่งศพก็ไม่พบข้อมูลอีก จึงเกิดการเข้าใจผิด อย่างไรก็ตาม ในรายงานการส่งศพน.ส.เอลีส ระบุว่าส่งมาวันที่ 2 พ.ค. แต่นิติเวชฯได้รับศพในวันที่ 4 พ.ค. เวลา 04.15 น. จึงตรวจหาในระบบไม่พบ

 



Comments are Closed